1. ชีวิตช่วงต้นและการศึกษา
แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์ เกิดที่ประเทศเยอรมนี ในปี 1903 บิดาของเขาชื่อ ยูดาห์ เบิร์กมันน์ เป็นรับบี (ผู้นำทางศาสนายิว) เขาเริ่มศึกษาด้านเคมีที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน ภายใต้การดูแลของวิลเฮ็ล์ม ชเล็งค์ และได้รับปริญญาเอกในปี 1927 หลังจากนั้น เบิร์กมันน์ยังคงทำงานวิจัยที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินต่อไป และได้ร่วมเขียนหนังสือ "คู่มือเคมีอินทรีย์ฉบับสมบูรณ์" (Ausführliches Lehrbuch der Organischen Chemie) กับชเล็งค์ หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์เป็นสองเล่มในปี 1932 และ 1939 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเบิร์กมันน์เป็นชาวยิว ชื่อของเขาจึงถูกลบออกจากหน้าปกของเล่มที่สองหลังจากที่พรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจ
2. การย้ายถิ่นและอาชีพช่วงต้น
หลังจากที่พรรคนาซีขึ้นสู่อำนาจ เบิร์กมันน์ได้ย้ายไปยังลอนดอนในปี 1933 และเริ่มทำงานร่วมกับนักเคมีและผู้นำไซออนิสต์อย่างไคอิม ไวซ์มันน์ ในช่วงเวลานั้น เซอร์ โรเบิร์ต โรบินสัน ได้เสนอตำแหน่งที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดให้เขา แต่เบิร์กมันน์ปฏิเสธ ซึ่งเหตุการณ์นี้โรบินสันได้กล่าวถึงในภายหลังด้วยความไม่พอใจ
ไม่ถึงหนึ่งปีต่อมา เบิร์กมันน์ก็ได้เดินทางออกจากยุโรป โดยอพยพไปยังปาเลสไตน์ในอาณัติของบริเตนเมื่อวันที่ 1 มกราคม 1934 เพื่อทำงานที่สถาบันวิจัยแดเนียล ไซฟฟ์ (ปัจจุบันคือสถาบันวิทยาศาสตร์ไวซ์มันน์) ในเมืองเรโฮวอต ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้มีส่วนร่วมในโครงการป้องกันประเทศให้กับฝรั่งเศส อังกฤษ และอเมริกา หลังสงครามสิ้นสุดลงหนึ่งปี เบิร์กมันน์ก็กลับมายังสถาบันไซฟฟ์อีกครั้ง
3. กิจกรรมและผลงานสำคัญ
แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และการป้องกันประเทศของอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948 เขาได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และเป็นกำลังหลักในการผลักดันโครงการทางวิทยาศาสตร์และนิวเคลียร์ของประเทศ
3.1. การรับราชการและการนำด้านวิทยาศาสตร์
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองและการก่อตั้งรัฐอิสราเอลในปี 1948 แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์ ซึ่งเป็นที่รู้จักจากผลงานและความสัมพันธ์กับไคอิม ไวซ์มันน์ ก็ได้กลายเป็นเพื่อนสนิทของเดวิด เบน-กูเรียน และได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลหลายตำแหน่ง ได้แก่ หัวหน้าแผนกวิทยาศาสตร์ของกองกำลังป้องกันอิสราเอลในเดือนสิงหาคม 1948 ที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในวันที่ 15 กรกฎาคม 1951 และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองวิจัยและโครงสร้างพื้นฐานของกระทรวงกลาโหมในช่วงต้นปี 1952 บทบาทเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งของเขาในการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของอิสราเอล
3.2. บทบาทในโครงการนิวเคลียร์อิสราเอล
ในเดือนมิถุนายน 1952 แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์ ได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีเดวิด เบน-กูเรียน ให้เป็นประธานคนแรกของคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูอิสราเอล (IAEC) ซึ่งเขามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการนำโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอลร่วมกับเบน-กูเรียน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชิมอน เปเรส การทำงานของ IAEC นั้นเป็นความลับอย่างยิ่ง และหน่วยงานนี้ไม่เป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนจนกระทั่งเบิร์กมันน์เปิดเผยการมีอยู่ของมันในปี 1954
เบน-กูเรียน นายกรัฐมนตรีคนแรก ได้ผลักดันการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ทันทีหลังการก่อตั้งอิสราเอล โดยมีชิมอน เปเรส ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกระทรวงกลาโหมเมื่ออายุเพียง 30 ปี เป็นผู้รับผิดชอบด้านปฏิบัติการ ในปี 1960 ฝรั่งเศสได้ประสบความสำเร็จในการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกขนาด 65 กิโลตันใต้ดินในทะเลทรายซาฮารา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าอิสราเอลอาจมีส่วนร่วมในการทดสอบนี้ หรืออย่างน้อยก็ได้รับผลการทดสอบร่วมกัน
ในปีเดียวกันนั้น เดวิด เบน-กูเรียน ได้เดินทางไปฝรั่งเศสเพื่อหารือกับประธานาธิบดีชาร์ลส์ เดอ โกลล์ และบรรลุข้อตกลงว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะถอนตัวจากการช่วยเหลือโครงการนิวเคลียร์ของอิสราเอล แต่บริษัทเอกชนของฝรั่งเศสจะยังคงให้ความช่วยเหลือต่อไป ซึ่งรวมถึงการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์ดิโมนาในดิโมนา ก่อนที่บริษัทฝรั่งเศสจะถอนตัวออกไป อิสราเอลดำเนินการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการนิวเคลียร์ผ่านการระดมทุนจากนักธุรกิจชาวยิวผู้มั่งคั่งในสหรัฐอเมริกา โดยไม่ได้รวมอยู่ในงบประมาณของรัฐบาล โครงการดิโมนาทำให้อิสราเอลสามารถเรียนรู้เทคโนโลยีนิวเคลียร์จากฝรั่งเศสและประสบความสำเร็จในการติดอาวุธนิวเคลียร์ได้
เบิร์กมันน์ได้เสนอลาออกจากตำแหน่งในเดือนมิถุนายน 1964 หลังจากที่เลวี เอชคอลเข้ารับตำแหน่งแทนนายกรัฐมนตรีเบน-กูเรียน แต่เขาถูกโน้มน้าวให้อยู่ต่ออีกสองปี ก่อนจะลาออกจากตำแหน่งประธาน IAEC และตำแหน่งในกระทรวงกลาโหมทั้งสองตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 1966
3.3. กิจกรรมทางวิชาการและการตีพิมพ์
ในปีเดียวกันกับที่เขาได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน IAEC (1952) เบิร์กมันน์ได้ออกจากสถาบันไวซ์มันน์เพื่อมารับตำแหน่งศาสตราจารย์และหัวหน้าภาควิชาเคมีอินทรีย์ที่มหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเลม และยังทำงานวิจัยร่วมกับนักศึกษาบัณฑิตที่เทคนิออนในไฮฟาเป็นเวลาสองปีอีกด้วย ตลอดชีวิตของเขา เบิร์กมันน์ได้ตีพิมพ์บทความทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิในวารสารระดับนานาชาติกว่า 500 ฉบับ และมีผลงานสำคัญอย่างยิ่งในสาขาเคมีฟลูออรีน
4. ชีวิตส่วนตัว
แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์แต่งงานกับนักเคมีชื่อ ออททิลี บลูม
5. การเสียชีวิต
แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 6 เมษายน 1975 ในวัย 71 ปี
6. รางวัลและการยกย่อง
เบิร์กมันน์ได้รับการยกย่องและได้รับรางวัลสำคัญมากมายตลอดชีวิตของเขา:
- ในปี 1956 เขาได้รับรางวัลไวซ์มันน์จากการทำงานในสาขาเคมีอินทรีย์ และจากการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติในอิสราเอล
- ในปี 1968 เขาได้รับรางวัลอิสราเอลในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดด้านวัฒนธรรมของอิสราเอล
7. มรดกและการประเมินทางประวัติศาสตร์
แอนสท์ เดวิด เบิร์กมันน์ ทิ้งมรดกที่สำคัญและซับซ้อนไว้ในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะผู้บุกเบิกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ บทบาทของเขามีทั้งการยกย่องในด้านความสำเร็จและการตั้งคำถามเกี่ยวกับผลกระทบที่ตามมา
7.1. การประเมินเชิงบวก
เบิร์กมันน์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นผู้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างรากฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอิสราเอล รวมถึงการผลักดันให้ประเทศก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและมีศักยภาพในการป้องกันตนเอง บทบาทของเขาในการก่อตั้งและนำคณะกรรมาธิการพลังงานปรมาณูอิสราเอล (IAEC) และการมีส่วนร่วมในโครงการนิวเคลียร์อิสราเอล ได้รับการมองว่าเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้อิสราเอลมีความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ในภูมิภาค ตัวอย่างเช่น การที่อิสราเอลสามารถพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์ได้นั้น ถูกมองว่าเป็นปัจจัยยับยั้งที่สำคัญในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคงในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ผลงานวิจัยทางเคมีอินทรีย์และเคมีฟลูออรีนของเขากว่า 500 ฉบับ ยังแสดงให้เห็นถึงความทุ่มเทในการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของอิสราเอลในเวทีโลก
7.2. ข้อโต้แย้งและคำวิจารณ์
แม้จะมีความสำเร็จที่โดดเด่น แต่บทบาทของเบิร์กมันน์ในโครงการนิวเคลียร์อิสราเอลก็เป็นประเด็นที่มีข้อโต้แย้งและคำวิจารณ์ โครงการนี้ถูกปกปิดเป็นความลับมานานหลายปี ซึ่งนำไปสู่ความกังวลเกี่ยวกับการเผยแพร่อาวุธนิวเคลียร์และความโปร่งใสในระดับนานาชาติ การตัดสินใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์โดยไม่ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) และการไม่เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ได้สร้างความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และนำไปสู่การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและควบคุมมากขึ้น นอกจากนี้ การที่โครงการนี้ได้รับเงินทุนจากแหล่งภายนอกโดยไม่ได้ผ่านงบประมาณสาธารณะ ยังเป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความรับผิดชอบและการกำกับดูแล